49.237.40.69

 http://118.174.18.17:8085/ebook/index.jsp?booktype=6


ลักเกณฑ์การขอใช้ระบบเครือข่าย
สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 2545

   สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดหลัก
เกณฑ์ในการขอใช้ระบบเครือข่ายโทรศัพท์ข่ายกระทรวง-
มหาดไทย ดังนี้
         
 1. หน่วยงานและบุคคลในสังกัด สป.มท. 
                1.1 หน่วยงานและบุคคลสังกัดสป.มทโดยสป.มท
รับผิดชอบค่าใช้จ่ายรวมอุปกรณ์ทั้งสิ้น ดังนี้
         
 - ติดตั้งที่ทำงานและบ้านพัก 
ส่วนกลาง
          (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
          (2) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
          (3) ปลัดกระทรวงมหาดไทย
          (4) รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
ส่วนภูมิภาค
          (1) ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท
          (2) รองผู้ว่าราชการจังหวัด
          (3) หัวหน้าสำนักงานจังหวัด
          
- ติดตั้งเฉพาะห้องทำงาน
ส่วนกลาง 

          (1) ที่ปรึกษารีฐมนตรี
          (2) ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
          (3) ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย
          (4) นักปกครอง 10
             (5) ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย
          (6) นักปกครอง 9
             (7) ผอ.สำนักงาน,ผู้เชี่ยวชาญ,ผอ.สถานบัน,ผอ.ศูน
ย์
ผอ.กองและผอ.ส่วนในสังกัดสป.มท.
             (8) หน.หน่วยงานตรวจสอบภายในกลุ่มงาน หน.ฝ่
าย
หน.งานในสังกัดสป.มท.
                  1.2 หน่วยงานสังกัดสป.มท.นอกเหนือข้างต้น ให้
ส่งเรื่องผ่านกส.สป.มท เพื่อเสนอ ปมท.พิจารณาอนุมัติและ
เมื่อหน่วนงานหมดความจำเป็นจะดำเนินการระงับค่าใช้จ่าย
ต่างๆที่เกิดขึ้นจากการเชือมต่อระบบพร้อมทั้งรื้อถอนเครื่
อง
สื่อสารดังกล่าวได้ โดยจะแจ้งให้ทราบภายใน 7 วันทำการ 
ก่อนจะดำเนินการ  
         
 2. หน่วยงานและบุคคลสังกัดราชการส่วนภูมิภาคและ
ท้องถิ่น

         
 (1) หน.ส่วนราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในจังหวัด
          (2) หน.ส่วนราชการในจังหวัด
          (3) นายอำเภอ และหน.กิ่งอำเภอ
          (4) อบจ.,เทศบาลนคร,เทศบาลเมือง,เทศบาลตำบล
          (5) รัฐวิสาหกิจอื่นๆ ในจังหวัด
         
 ให้หน่วยงานข้างต้นส่งเรื่องผ่าน ศูนย์สื่อสารเขต
หรือสำนักงานจังหวัดในจังหวัด เพื่อเสนอผู้ว่าราชการจัง
หวัด 

พิจารณาอนุมัติ โดยให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์เพื่อส่วนราชการ
สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ทั้งนี้ หน่วยงานจะต้องจัด
เตรียมงบประมาณของส่วนราชการนั้นๆ ไว้เพื่อเป็นการจัด
หาอุปกรณ์สำหรับใช้ในการติดตั้ง อาทิ เครื่องโทรศัพท์
สายภายในอาคารภายนอก และคู่เช่าสายโทรศัพท์(ถ้ามี)

          
3. หน่วยงานสังกัดส่วนราชการอื่นนอกเหนือจากข้อ 
1,
2
 ให้ส่งเรื่องผ่านต้นสังกัดที่เป็นเจ้าของงบประมาณเพื่อ
เสนอปลัดกระทรวงมหาดไทยพิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ 
หน่วยงานจะต้องจัดเตรียมงบประมาณไว้เป็นค่าใช้จ่ายใน
การจัดหาอุปกรณ์ในการติดตั้ง
  
                

https://moiwarroom.dopa.go.th/?mod=member&s=0&sys_id=0

https://a10858426.blogspot.com/2025/04/492374069_12.html?m=1

กรมการปกครอง สร้างวัฒนธรรมการทํางานแบบมีส่วนร่วม ผ่าน 7 ภาคีเครือข่าย ประเด็นหรือเรื่องในการมีส่วนร่วมสรุปข้อมูลของผู้มีส่วนร่วม กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองขับเคลื่อนโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการ อย่างยั่งยืน หรือ “CAST” (Change Agent for Strategic Transformation) ปี 2567 โดยใช้หลักการทํางาน ตามศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ 3 ระดับ 5 กลไก และ 7 ภาคีเครือข่าย โดยนําเอาสิ่งที่ดีจากภาควิชาการมาประยุกต์ ถ่ายทอด และดําเนินการ ภายใต้กลไกการทํางานของผู้นําระดับอําเภอ คือ นายอําเภอ บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย (Partnership) หรือทีมอําเภอ ประกอบด้วย 10 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1. นายอําเภอ 2. ปลัดอําเภอ 3. ตัวแทนผู้นําองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตําแหน่ง 4. ตัวแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน 5. ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอําเภอ 6. ผู้นําภาคศาสนา 7. ผู้นําภาคประชาชน 8. ผู้นําภาควิชาการ 9. ผู้นําภาคเอกชน และ 10. หัวหน้าศูนย์เรียนรู้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดํารติ ้นแบบหรือผู้แทนโดยมีวัตถุประสงคเ์พื่อให้การทํางานของส่วนราชการ เกิดการมีส่วนร่วมกับ 7 ภาคีเครือข่าย อันประกอบด้วย ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคศาสนา ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ในการช่วยกันกําหนดกิจกรรมการพัฒนา หรือ กิจกรรม สาธารณะประโยชน์ที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งส่งผลต่อการสร้างสังคม ที่เข้มแข็ง การปรับเปลี่ยนค่านิยมให้เสียสละ มีจิตอาสา จิตสาธารณะ เอื้อเฟื้อแบ่งปัน และเกิดประโยชน์สูงสุด ในการแลกเปลี่ยนความคิดของคนในสังคม ดังที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงสอนจากการถอดบทเรียนหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนตาม 4 กระบวนการ คือ “ร่วมพูดคุย ร่วมคิด ร่วมทํา และร่วมรับประโยชน์”การสร้างการมีส่วนร่วมของโครงการฯ ดังกล่าว ประกอบด้วย 7 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคศาสนา ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ซึ่งกําหนด กลุ่มเป้าหมายออกเป็น 10 คน ต่อ 1 อําเภอ ดังนี้1. นายอําเภอ2. ปลัดอําเภอ3. ตัวแทนผู้นําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น4. ตัวแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน5. ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอําเภอ6. ผู้นําภาคศาสนา7. ผู้นําภาคประชาชน8. ผู้นําภาควิชาการ9. ผู้นําภาคเอกชน10. หัวหน้าศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริต้นแบบหรือผู้แทน   ผลที่ได้จากการมีส่วนร่วม ผลการมีส่วนร่วมสู่การปรับปรุงและพัฒนาการดําเนินงาน-2-1. การทํางานของภาคราชการในพื้นที่อําเภอ มีภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในแต่ละด้านของการพัฒนา และพร้อมที่จะเข้ามาเป็นกลไกสําคัญในการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน ให้เกิด ความยั่งยืน2. ภาคีเครือข่ายได้พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกัน และกันอนั เป็นประโยชน์ในการพัฒนาเครือข่าย ในการทํางานเป็นทีม ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสําคัญสําหรับการทํางานร่วมกันในปัจจุบัน รวมถึงการสร้าง สายสัมพันธ์ที่ดี แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซงึ่ กัน และกันทําให้เกิดพลงั ในการขับเคลื่อนภารกิจของภาคราชการ ในพื้นที่อําเภอ3. ภาคีเครือข่ายได้รับการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทรงงานและการพัฒนาประเทศ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และนํามาปรับใช้ในการร่วม “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” ให้แก่ประชาชนในพื้นที่4. ภาคีเครือข่ายมีการนําความรู้ความเข้าใจที่ได้รับไปขยายผลในการสร้างความตระหนักรู้ เผยแพร่ และปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์5. ภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาและสร้างแนวทางการแก้ไขที่สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในหลายมิติ อาทิ มิติด้านที่อยู่อาศัย มิติด้านน้ําดื่ม/น้ําใช้ มิติด้านการศึกษา มิติด้านรายได้และอาชีพ มิติด้านกลุ่มเปราะบาง มิติความปลอดภัย มิติความเดือดร้อนที่แก้ไขด้วยตนเองได้ และมิติด้านความเดือดร้อนที่ไม่สามารถแก้ไข ด้วยตนเองสืบเนื่องจากโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ปี 2567 หรือ “CAST” (Change Agent for Strategic Transformation) ซึ่งเป็นการสร้างภาคีเครือข่าย 7 ภาคี ได้แก่ ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคศาสนา ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน โดยเข้ามา มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภารกิจของส่วนราชการระดับอําเภอในรูปแบบทีมอําเภอแล้วนั้น ก็ยังได้ นําเอาหลักวิชาการในการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาร่วมกันคิด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ และแปลงสู่การ ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้หลักการทรงงาน และการพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เพื่อ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข” ให้แก่พี่น้องประชาชน ซึ่งจากผลของโครงการฯ ดังกล่าว ส่งผลให้กรมการปกครองเล็งเห็นถึง ความสําเร็จ และได้ปรับปรุงแนวทางการพัฒนากระบวนงานของอําเภอให้มีประสิทธิภาพขึ้น ดังนี้1. การดําเนินงานของอําเภอให้ภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมพูดคุย ร่วมคิด ร่วมทํา และร่วมรับผลประโยชน์ สร้างสภาพแวดล้อมการทํางานโดยการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิด ความเข้าใจความต้องการของประชาชนจากฐานล่างขึ้นสู่บน (Bottom Up)  ภาคผนวก    -3-2. กําหนดให้อําเภอขับเคลื่อน “โครงการหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)” ซึ่งเป็นการนํา ภาคีเครือข่ายที่ได้เข้ารับการศึกษาอบรมโครงการอําเภอบําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ปี 2567 ได้ลงสู่สนามการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการกําหนดกิจกรรม “หมู่บ้าน พัฒนายั่งยืน”3. การดําเนินงานตามภารกิจของอําเภอใหแ้ ชร์ประสบการณ์เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการดําเนนิ งาน ที่เป็นเลิศ (Beat Practice) โดยกระทรวงมหาดไทยได้จัดทําช่องทางการรายงานผล และแชรป์ ระสบการณ์ ผ่านรูปแบบออนไลน์ ระบบ https://moiwarroom.dopa.go.th โดยในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้มียอดการรายงานผล “โครงการหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)” และโครงการอําเภอ บําบัดทุกข์ บํารุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน รวมกว่า 985,446 รายการระบบ MOI WAR ROOM สําหรับเขารับชม ผลการดําเนินการ >> https://moiwarroom.dopa.go.th          4. ในการใช้ สป.มท.จะไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายค่าติดตั้ง
ค่าใช้โทรศัพท์ และค่าบำรุงรักษาเลขหมายแต่อย่างใด

โดยหน่วยงานที่ขอติดตั้งจะต้องรับผิดชอบกรติดตั้งคู่สาย
ซึ่งอาจติดตั้งคู่สายเชื่อมโยงเอง หรือจำเป็นต้องเช่าคู่สาย
องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือผู้ให้บริการรายอื่น
เพื่อใช้ในการเชื่อมโยงกับระบบของ สป.มท.ก่อน  จึงจะ
สามารถดำเนินการติดตั้งเลขหมายโทรศัพท์ให้ได
้โดยหน่วย
งานที่ขอติดตั้งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
              ขั้นที่ ๑ แจ้งให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศ
ไทย หรือผู้ให้บริการรายอื่น ประมาณค่าใช้จ่าย
ในการติดตั้ง
 
และเช่าคู่สายสื่อสารสัญญาณ
              ขั้นที่ ๒ เมื่อรับแจ้งประมาณการค่าใช้จ่ายแล้ว
ให้หน่วยงานที่ขอติดตั้งดำเนินการจัดจ้างตามระเบียบเพื่อ
แจ้งยืนยันค่าใช้จ่ายให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
หรือผู้ให้บริการรายอื่นทราบ
              ขั้นที่ ๓ หน่วยงานที่ขอติดตั้งดำเนิน
การเบิกจ่าย
เงินค่าติดตั้ง และค่าเช่าคู่สายรายเดือนให้กับองค์การ-
โทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือผู้ให้บริการรายอื่น
              ขั้นที่ ๔ ภายหลังจากองค์การโทรศัพท์แห่ง-
ประเทศไทย หรือผู้ให้บริการรายอื่น 
ติดตั้งคู่สายโทรศัพท์
เสร็จเรีบยร้อยแล้ว      ให้หน่วยงานที่ขอติดตั้งติดต่อ
ประสานกับหน่วยงาน สป.มท.ในจังหวัดโดยตรงเพื่อ-
เพื่อดำเนินการติดตั้งเลขหมายโทรศัพท์ให้ต่อไป  ทั้งนี้
หน่วยงานที่ขอติดตั้งจะต้องหาอุปกรณ์สำหรับใช้ในการ
ติดตั้ง เช่น เครื่องโทรศัพท์
          5. ในระหว่างการดำเนินการ หน่วยงานที่ขอติดตั้ง
สามารถติดต่อประสานงาน และสอบถามรายละเอียด
ในการดำเนินการเพิ่มเติมได้ ดังนี้
  - ส่วนกลาง  
    กองการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
  - ส่วนภูมิภาค
    ศูนย์สื่อสารเขต / สำนักงานจังหวัดในแต่ละจังหวัด
 
     กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศ และการสื่อสาร
    ( สถานีสื่อสาร ) โทร 0-3621-1359  มท.12940

              

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

49.237.40.69